ในยุคสมัยที่สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลง มีความก้าวหน้าและการพัฒนาด้านต่าง ๆ ไปแบบก้าวกระโดด มีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้หลายสิ่งอย่างที่มีมาก่อนหน้าถูกประเมินค่าว่าล้าสมัย  จนบางครั้งนาน ๆ ไปอาจเลือนหายไปกับกาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน หากแต่ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่าง ที่แม้เวลาจะผันเปลี่ยนเวียนไปนานเท่าไร แม้มีสิ่งใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมา แต่คุณค่านั้นไม่เคยถูกลดทอน ไม่เคยถูกเบียดบังจากสิ่งใหม่ ๆ (และไม่ได้เหลื่อมล้ำความงดงามของสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น) อีกทั้งยังได้รับการดูแล ทำนุบำรุงเป็นอย่างดี มีการส่งต่อเรื่อยมาจากรุ่นสู่รุ่น รวมทั้งแผ่ขยายออกไปทั่วอาณาบริเวณไร้พรหมแดนแห่งการเข้าถึง จนคนมักขนานนามให้สิ่งเหล่านี้ว่า เป็นสิ่งที่มีความ คลาสสิก


            วรรณกรรมฝรั่งเศสที่มีชื่อเพียงสั้น ๆ น่ารัก แต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์และความงดงามอย่าง “เจ้าชายน้อย         (Le Petit Prince)” เป็นตัวอย่างหนึ่งความคลาสสิก ซึ่งเป็นหนึ่งในหลาย ๆ ผลงานชิ้นเยี่ยมของ อองตวน เดอ แซงแตก – ซูเปรี นักเขียน ชาวฝรั่งเศส ซึ่งวรรณกรรมคลาสสิกชิ้นนี้ได้มีการจัดพิมพ์เป็นฉบับภาษาอังกฤษและฉบับภาษาฝรั่งเศสขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ. ศ. 2486 และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง จนปัจจุบันได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ รวมทั้งฉบับภาษาไทยด้วยแล้วกว่า 130 ภาษา

            เจ้าชายน้อย ถือเป็นนวนิยายที่สามารถเป็นได้ทั้งนิทานสำหรับเด็กและนิทานสำหรับผู้ใหญ่ได้ในเล่มเดียวกัน มีการบรรยายเรื่องราว มีภาพประกอบและ ความเรียงร้อยแก้วแทรกด้วยสนทนาที่ใช้คำธรรมดาสามัญ หากแต่มีความหมายซ่อนอยู่มากมาย โดยท้องเรื่องจะมีตัวละครหลัก ได้แก่ เจ้าชายน้อย และ ตัวผู้เขียนซึ่งเป็นคนถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นด้วยลักษณะการเล่า โดยมีจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ต่าง ๆ เมื่อตัวผู้เขียนจำเป็นต้องรอนแรมอยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางทะเลทรายซาฮารา ด้วยเหตุสุดวิสัยจากการที่เครื่องบินเสีย เครื่องยนต์ขัดข้อง และต้องพยายามซ่อมเครื่องบินด้วยตัวเอง รวมทั้งมีน้ำสำหรับดื่มอีกเพียง 8 วันเท่านั้น ที่แห่งนี้ทำให้เขาก็ได้พบกับเจ้าชายน้อยของเขา ผู้ซึ่งมีเรื่องราวและประสบการณ์ที่น่าประทับใจและแสนจะน่าจดจำตลอดการเดินทางจากถิ่นฐานบ้านเกิดจนกระทั่งมาถึงโลกมนุษย์ และเป็นผู้ที่นำวิธีคิดชวนฝันที่บางชั่วขณะหนึ่งในเส้นทางเดินชีวิต คนเรานั้นอาจหลงลืมวิธีเหล่านี้ไปเสียแล้ว และเป็นผู้ที่นำมาซึ่งความหวังอันงดงามที่บางเวลาคนเรามองข้ามไป  

            วรรณกรรมเรื่อง เจ้าชายน้อย สร้างความรู้สึกที่ดีให้กับผู้อ่านได้อย่างละเมียดละไม ละเอียดลออ  เพราะเมื่อเริ่มลงมืออ่านตั้งแต่ต้น ซึ่งเริ่มด้วยประโยคที่ว่า

          “ขณะที่ผมอายุได้เพียงหกขวบ ผมพบรูปภาพที่แสนวิเศษรูปหนึ่งในหนังสือเกี่ยวกับป่าดงดิบชื่อ “เรื่องจริงจากธรรมชาติ” เป็นรูปงูเหลือมกำลังกลืนเหยื่อ...”


            จนกระทั่งจบเล่ม ด้วยประโยคจบสุดท้ายคือ

          “ ถ้ามีเด็กน้อยคนหนึ่งออกมาทักทายคุณ ถ้าเขาหัวเราะ ถ้าเขามีผมสีทอง ถ้าเขาไม่ตอบคำถามของคุณเลย คุณแน่ใจได้ทันทีว่าเขาคือใคร และอย่าปล่อยให้ผมเศร้าอีกต่อไปเลย กรุณาเขียนมาบอกผมด้วยว่า “เขากลับมาแล้ว” ”  

           

บทแล้วบทเล่าที่อ่านด้วยใจจดจ่อ เราจะรู้สึกได้ว่าผู้เขียนได้สะท้อนให้เห็นสิ่งดีงามและความเป็นไปต่าง ๆ ในชีวิตของมนุษย์ปุถุชนไว้หลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ในโลกทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ความรัก ความสุข ความทุกข์ยาก ความหลง ความซื่อสัตย์มั่นคง การปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง ทัศนคติในการมองโลก รวมทั้งการค้นหาและทำความรู้จักกับคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต เป็นต้น โดยทั้งที่เป็นถ้อยคำที่มีความหมายตรงตามตัวและมีความหมายแฝง บ้างก็เป็นสัญลักษณ์สอดแทรกไว้ในเรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ บางบทจะมาในรูปของการบอกเล่า บางฉากจะมาในรูปของการเชิญชวนที่ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อ บางตอนก็เป็นการแนะนำที่ไม่ใช่การชี้โพรงให้กระรอกแต่อย่างใด บ้างก็อยู่ในรูปของการสอนที่ไม่ได้เป็นการสั่งหรือบังคับขู่เข็นให้ผู้อ่านเกิดความกดดันในอารมณ์  บ้างก็จะมาในรูปของการตักเตือนหากแต่ปราศจากการตำหนิติเตียนที่อาจทำให้ผู้อ่านเกิดการต่อต้านอยู่มโนสำนึก ถ้าจะมีบ้างก็เพียงการกระเซ้าเย้าแหย่พอให้ผู้อ่านรู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ เล็กน้อยเท่านั้นจริง ๆ

            เป็นการดีถ้าผู้อ่านเป็นยังเด็กเพราะเชื่ออย่างยิ่งว่าหนังสือ เจ้าชายน้อย จะเป็นประตูสู่โลกกว้างที่เปรียบได้กับกระจกใส สามารถมองเห็นความเป็นไปของสรรพสิ่งต่าง ๆ ภายนอกได้ชัดเจนมากขึ้น จนสามารถเรียนรู้ได้ว่าเวลาใดควรเปิดประตูออกไปเดินชมสวนดอกไม้ และเมื่อใดควรจะรับมือมรสุมใหญ่ที่กำลังมา

            อย่างไรก็ตามหากผู้ใหญ่ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่มีช่วงชีวิตหรือจังหวะในการก้าวเดินที่ว่องไว จนบางครั้งดูเหมือนว่ารวดเร็วและร้อนรนทำให้พลาดโอกาสบางอย่างที่สำคัญในชีวิตไป หรือหลงลืมและละทิ้งบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่าไว้เบื้องหลัง ซ้ำยังอาจทำให้เกิดความเหนื่อยหน่ายในชีวิตนี้ได้เป็นผู้อ่านหนังสือ เจ้าชายน้อย นั้นก็จะเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมไม่น้อยเช่นเดียวกัน เพราะเจ้าชายน้อยน่าจะช่วยเป็นพรายกระซิบที่ดีที่จะคอยบอกว่า “เอ๊ะ !” แล้วตามมาด้วยบทสนทนาต่าง ๆ ที่เคยได้อ่านในเจ้าชายน้อย ซึ่งก็น่าจะทำให้จังหวะก้าวเดินในเส้นทางชีวิตที่เป็นอยู่มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำให้ผู้ใหญ่สามารถมองเห็นคุณค่า เห็นความงดงามของสิ่งต่าง ๆ ที่รายล้อมอยู่รอบ ๆ ตัว ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งเล็ก ๆ ก็ตาม ดังเช่นที่เจ้าชายน้อยเคยพูดกับผู้เขียนไว้ในตอนท้าย ๆ ว่า

          “คนในโลกของเธอ ปลูกดอกกุหลาบตั้งห้าพันต้นในสวนเดียว และเขายังไม่พบสิ่งซึ่งเขาต้องการ และทั้ง ๆ ที่สิ่งซึ่งเขาค้นหานั้นอาจจะพบได้ในดอกกุหลาบดอกเดียว หรือในน้ำเพียงเล็กน้อย แต่ตาของคนเราบอดมืด สิ่งนั้นต้องค้นหาด้วยหัวใจ ฉันได้ดื่ม ฉันหายใจเต็มที่ในยามรุ่งอรุณ ทรายมีสีน้ำผึ้ง ฉันเองก็มีความสุขที่ทรายเป็นสีน้ำผึ้ง ทำไมฉันจะต้องเป็นทุกข์...”

 

Comment

Comment:

Tweet

ชอบเจ้าชายน้อย อ่านแล้วได้ข้อคิดดี ๆ มากมายค่ะ

#1 By stargirl on 2014-01-03 22:59

แวนด้า View my profile